การอนุรักษ์วัฒนธรรม

 วัฒนธรรมเป็นคำที่มีความหมายรวมกันของพฤติกรรมของคนในสังคมอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่โดดเด่นเฉพาะตัว เป็นวิถีชีวิตของสังคมที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ วัฒนธรรม เกิดจากความรู้ ความคิด ภูมิปัญญา ความเชื่อที่สั่งสมมายาวนานและยอมรับว่าเป็นสิ่งดีงาม รวมทั้งได้รับการยอมรับยึดถือปฏิบัติสืบต่อกัน มีความสัมพันธ์ต่อกัน ทำให้สังคมดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วอย่างขาดเหตุผล มิได้คำนึงถึงสภาพแวดล้อมและขีดความสามารถของสังคมในเรื่องที่เกี่ยวข้องย่อมมีผลกระทบต่อวิถีชีวิต ดังนั้นความเข้าใจ รู้คุณค่าและความเป็นมาของวัฒนธรรมของตนย่อมจะทำให้สามารถพิจารณาความเหมาะสมที่จะดำรงรักษา หรือยอมรับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขวัฒนธรรมบางอย่างของตนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางสังคมที่รุนแรงเกินไป

               เป้าหมายของการอนุรักษ์วัฒนธรรมในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารก็เพื่อให้เด็กและเยาวชน มีความรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่าไม่ละเลยหลงลืมวัฒนธรรมที่ดีงามและความเป็นไทย เกิดความภาคภูมิใจและรักท้องถิ่นของตน ดังที่มีพระราชดำรัสไว้ว่า

             

“...นอกจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังสอนให้อนุรักษ์วัฒนธรรมเพราะเป็นสิ่งที่
เป็นรากฐานชีวิตของนักเรียนทุกคน เมื่อรู้ว่าท้องถิ่นของตนมีอะไรดีบ้าง ก็จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ
มีการบันทึกสิ่งที่เป็นของมีคุณค่าที่เป็นความคิดของมนุษย์ เป็นจิตวิญญาณของบุคคล 
ให้ร่วมกันทำงานอนุรักษ์พร้อมๆ กับงานพัฒนาชุมชน...” 


(จากหนังสือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายเรื่อง การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร)

 



 

“...แต่ละประเทศ แต่ละชุมชน ก็ต้องพยายามที่จะรักษาความรู้ และสมบัติวัฒนธรรมส่วนดีๆ
อันมีค่าของท้องถิ่น ซึ่งมีความหลากหลายให้ดำรงไว้...” 


(จากหนังสือ รัตนพินิจ นิทิศการศึกษา)

 

 

 

“...นอกจากความเจริญในทางด้านวัตถุสมัยใหม่แล้ว สิ่งที่มีความสำคัญควบคู่กันไป จะละลืม
เสียมิได้ คือ ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรมของชาติ อันเป็นเครื่องหมายของความเจริญ
ที่มีมาแต่ปู่ ย่า ตา ยาย อันเป็นหน้าที่ของเราผู้เป็นลูกหลานในชั้นหลังจะต้องช่วยกันรักษา
และส่งเสริมไว้ให้มีความเจริญสืบไป...” 


(จากหนังสือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  ทรงบรรยายเรื่อง การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร) 
                

 

กิจกรรมวัฒนธรรมตามพระราชดำริที่ดำเนินการในท้องถิ่นต่างๆ มีดังนี้

 

วัฒนธรรมด้านอาหาร



               
               ในแต่ละท้องถิ่นมีอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่อาจเหมือนกันหรือต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหรือผลิตผลในท้องถิ่นและการสืบทอดภูมิปัญญา 
               สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ มีพระราชดำริให้พัฒนาโภชนาการเพื่อเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเหล่านั้น มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง มีสติปัญญาดีที่จะศึกษาเล่าเรียน เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ จึงมีพระราชดำริให้สร้างตำรับอาหารจานเดียว เป็นตำรับอาหารกลางวันของนักเรียน โดยมีหลักเกณฑ์ว่าปรุงง่าย  ไม่ยุ่งยาก ใช้ผลิตผลท้องถิ่นที่สดใหม่ตามฤดูกาล ได้คุณค่าอาหารครบ ๕ หมู่ ในปริมาณตามความต้องการของร่างกายและช่วยแก้ไขปัญหาการที่เด็กเลือกรับประทานแต่เฉพาะกับข้าวที่ชอบเท่านั้น

 

 

 

               สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ได้พระราชทานพันธุ์ปลา ไก่ และทรงส่งเสริมให้มีการปลูกพืชผักในโรงเรียนของโครงการฯ เช่น ปลูกผัก พืชสมุนไพร ผักพื้นบ้าน ฯลฯ แล้วนำผลผลิตที่ได้มา ประกอบอาหารเพื่อเป็นอาหารกลางวันแก่เด็ก ส่งเสริมให้ปลูกกล้วย มะละกอ ทุกโรงเรียน ซึ่งพืชทั้งสองชนิดนี้ให้ผลเร็ว ปลูกได้ทั่วไป มีคุณค่าทางอาหารสูง ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคของคนไทยทั่วไปอันเป็นความกลมกลืนทางวัฒนธรรมด้านอาหาร

 

 

 

 

“...การที่มีเด็กหลายเผ่าในโรงเรียนทำให้ส่งเสริมโภชนาการยาก วัฒนธรรมการกินของแต่ละเผ่า
ต่างกัน เราต้องไปลองกินอาหารกับชาวบ้าน  เพื่อทราบรสนิยมของเขาและดัดแปลงเติมของมีประโยชน์เข้าไป
  (ปัจจุบันไม่สู้เป็นปัญหานัก นักเรียนปรับตัวในเรื่องการบริโภคได้ดีขึ้น...” 


(จากหนังสือพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)


                
                สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ พระราชทานเงินทุนจัดตั้งธนาคารข้าวหมู่บ้าน เพื่อการพึ่งพากันเอง ให้สามารถยืมข้าวไปบริโภคในยามขาดแคลน

 

 

วัฒนธรรมด้านภาษา


 

                
                
                สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมด้านภาษาอย่างมาก โดยเฉพาะภาษาไทย ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ว่า การอนุรักษ์ภาษาถิ่นนั้นก็เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของตนเองและการเรียนรู้ภูมิปัญญาในอดีตที่อาจหลงลืมไปแล้ว ความเป็นสากลด้านภาษานั้น ต้องเป็นส่วนนำมาพัฒนา
ต่อยอด เรียนรู้สติปัญญาของคนอื่น 

...ภาษาที่ว่าเรียนภาษาไทยให้ดีๆ ภาษาอังกฤษดีๆ เพราะว่าเป็นเครื่องมือในการศึกษา
ค้นคว้าวิชาการต่างๆ ที่จะให้ตัวเองพัฒนาสูงขึ้นไป แต่เรื่องภาษาถิ่นนั้นต้องรักษาเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์
ตัวเอง แต่ไม่ใช่เอาแต่ท้องถิ่นแล้วไม่เอาของที่เป็นสากล คือ ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ...”

พระราชดำรัสวันอังคารที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๓

(จากหนังสือประมวลพระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 
ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร พุทธศักราช ๒๕๒๔-๒๕๕๓)

 

 

 

               โรงเรียนที่อยู่ในโครงการฯ จึงจัดให้มีกระบวนการเรียนรู้ภาษาถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น ตำรายาสมุนไพรป้องกันและรักษาโรค นิทานพื้นบ้าน สุภาษิตสอนการครองตน คุณธรรม บทเพลง ภาษาถิ่น ฯลฯ

 

               

วัฒนธรรมด้านศาสนา


 

                สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงพัฒนาเด็กและเยาวชนทุกศาสนาอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน  มุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีศีลธรรมจรรยาที่ดี สอดคล้องกับคำสอนของทุกศาสนา เด็กและเยาวชนก็คงนับถือศาสนา และปฏิบัติตามคำสอนที่ถูกต้อง อยู่ร่วมกันในสังคมได้และไม่ทำลายศาสนาอื่น หลักธรรม จริยธรรมที่ปลูกฝังแก่เด็กและเยาวชน ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน สุจริต มีสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พึ่งพาตนเองได้ กตัญญูรู้คุณ รักความสามัคคี ฯลฯ มีกิจกรรมสร้างสื่อคุณธรรม การรักษาวัฒนธรรมทางศาสนา

 

 

วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย


 

 

 

                สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ พระราชทานเครื่องแบบนักเรียน ขณะเดียวกันก็ทรงส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้ และฝึกปฏิบัติในบางส่วนตามความสามารถ เช่น การใช้วัสดุธรรมชาติเป็นสีย้อมผ้า การทอผ้า การปักผ้า การตัดเย็บเสื้อผ้า การเขียนลายผ้าบาติก การแต่งกายตามประเพณีนิยมในวันสำคัญต่างๆ ตามท้องถิ่นของตน  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การสวมรองเท้าเป็นปรกตินิสัย  เพื่อป้องกันโรคและอันตรายอื่นๆ ที่อาจผ่านเข้าสู่ร่างกาย

 

 

 

วัฒนธรรมด้านขนบธรรมเนียมประเพณี


 



 

 

 

               

             สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ จดบันทึก และปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น เข้าร่วมในกิจกรรมงานประเพณีในเทศกาลต่างๆ ของแต่ละท้องถิ่น เช่น การละเล่นพื้นบ้าน พิธีบายศรีสู่ขวัญ ฯลฯ ตลอดจนเปิดโอกาสให้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ในโอกาสที่เหมาะสม

 

 

 

วัฒนธรรมด้านดนตรี


 

             เกิดจากจินตนาการสร้างสรรค์ คิดค้น ประดิษฐ์เครื่องดนตรีจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นและพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ เพื่อสร้างเสียง ทำนอง จังหวะ ที่มีผลต่อจิตใจ อารมณ์ ให้มีความอ่อนโยนเป็นสุข สนุกสนาน คึกคัก ฮึกเหิม มีผลต่อการอยู่ร่วมกันของสังคม มีเอกลักษณ์ที่แสดงถึงภูมิปัญญา ความสามารถ ความเจริญของชนชาติตน เป็นสมบัติของชุมชน เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สืบสานมรดกวัฒนธรรมด้านดนตรีด้วยการเรียนรู้เครื่องดนตรีพื้นบ้าน เรียนรู้การสร้างเครื่องดนตรี เล่นดนตรีพื้นบ้านได้ 

 

 

 

             สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรีไทย ทรงเครื่องดนตรีไทยได้หลายชิ้น เช่น ระนาด ซอด้วง ซออู้ ทรงส่งเสริมสนับสนุนและทรงร่วมกิจกรรมดนตรีไทยของเยาวชนตลอดมา ดังพระราชนิพนธ์ เรื่อง เด็กและดนตรี ในหนังสือมณีพลอยร้อยแสงความตอนหนึ่ง

 

 

“...ถึงแม้จะไม่ได้เล่นดนตรีเก่งเป็นอาชีพ แต่เสียงดนตรีจะช่วยกล่อมจิตใจให้สงบร่มรื่น
ฝึกสมองทำให้มีสมาธิขึ้น การได้เล่นดนตรีเป็นหมู่ เป็นการส่งเสริมความสามัคคี ได้พบปะสังสรรค์กัน
ได้สร้างความสัมพันธ์ในฐานะนักดนตรีด้วยกัน ในฐานะเพื่อน ฐานะครูกับศิษย์...”


(จากหนังสือมณีพลอยร้อยแสง)

 

 

 

 

 

วัฒนธรรมด้านศิลปะ


 

 

 

 

 

              เป็นงานหรือผลงานที่สร้างหรือประดิษฐ์ขึ้นจากภูมิปัญญาและความสามารถเฉพาะของคนในสังคมที่มีจินตนาการลํ้าลึก มีการพัฒนาที่สูงขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถเลียนแบบถ่ายทอดไปสู่ชนรุ่นหลังได้ แต่สิ่งที่อาจสูญหายหากมิได้ถ่ายทอดไว้ คือ เทคนิค กลวิธีการประดิษฐ์งานศิลปะ การสร้างเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการทำงานศิลปะ และส่วนที่เป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่สมควรเรียนรู้สืบทอด คือ การพัฒนาสติปัญญาและภาวะจิตที่เข้าถึงงานศิลปะ งานศิลปะจึงเป็นงานที่แสดงถึงความเจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจที่คนในสังคมภาคภูมิใจ สามารถอวดให้สังคมอื่นยอมรับนับถือในภูมิปัญญา เช่น สถาปัตยกรรม หัตถกรรม จิตรกรรม วรรณกรรม ศิลปะการแสดง ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นมีงานด้านศิลปะหลากหลายที่มีโอกาสเลือนหาย

 

“...ตั้งใจให้เป็นเหมือนงานศิลปศึกษาหรือหัตถศึกษาของโรงเรียน
...เป็นการฝึกให้รู้จักใช้มือ ใช้กล้ามเนื้อในการทำงานละเอียดๆ 
เป็นการฝึกนิสัย ฝึกสมาธิ ฝึกความตั้งใจ และลักษณะที่ชอบในเรื่อง
เชิงศิลปะหรือการทำงานต่างๆ ...” 


พระราชดำรัสวันศุกร์ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๓๕ 

(จากหนังสือประมวลพระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 
ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร พุทธศักราช ๒๕๒๔-๒๕๕๓)

 

 

              สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ โปรดให้ผู้รู้ ผู้สูงอายุได้ถ่ายทอดศิลปะต่างๆ ให้แก่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ตามขีดความสามารถ เช่น งานจักสานไม้ไผ่ การประดิษฐ์รูปสัตว์จากใบมะพร้าว การเรียนรู้เรื่องปราสาทผึ้ง การทำเครื่องเงินชาวเขา การเขียนลายผ้าบาติก การรำมโนราห์ ลิเกฮูลู การแกะสลักพระไม้ การประดิษฐ์สิ่งของจากวัสดุเหลือทิ้ง เป็นต้น

 

 

 

 

 


ข้อมูลจาก หนังสือ สืบสานพระราชปณิธาน สามทศวรรษจรัสหล้า การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร